วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

 คำสั่ง SQL

          คำสั่งสร้างฐานข้อมูล
     รูปแบบคำสั่ง การสร้าง file database
        CREATE DATABASE databasename
    คำอธิบาย
        CREATE DATABASE
        เป็นคำสั่งที่ใช้สร้าง file database
        databasename
        เป็นชื่อ file database ที่เรากำหนดขึ้น
     ตัวอย่าง
         mysql>CREATE DATABASE datatest;
         จากคำสั่งเราต้องการสร้าง file database ที่ชื่อว่า test



             แสดงฐานข้อมูล
      รูปแบบคำสั่ง การแสดง file database
        SHOW DATABASES
      คำอธิบาย
        SHOW DATABASES
        เป็นคำสั่งที่ใช้แสดง database ทั้งหมดที่มี
      ตัวอย่าง
       mysql>SHOW DATABASES;
       ให้แสดง database ทั้งหมดที่มีใน Programe MySQL นี้ 


              เลือกใช้ฐานข้อมูล
       รูปแบบคำสั่ง การติดต่อ file database
        USE database
        คำอธิบาย
        USE
        เป็นคำสั่งที่ใช้ติดต่อ file database
        database
        เป็นชื่อ file database ที่ต้องการติดต่อ
       ตัวอย่าง
       mysql>USE datatest;
       ให้ติดต่อหรือเชื่อมต่อ file database ที่ชื่อ datatest 




                สร้างตารางข้อมูล
       รูปแบบคำสั่งสร้าง table
        CREATE TABLE data1 (field1, filed2, filed3, filedn)
หรือ
       create_definition:
       col_name type [NOT NULL | NULL] [DEFAULT default_value]
                               [AUTO_INCREMENT][PRIMARY KEY]
                               [reference_definition]
        or    PRIMARY KEY (index_col_name,...)
        or    KEY [index_name] (index_col_name,...)
        or    INDEX [index_name] (index_col_name,...)
        or    UNIQUE [INDEX] [index_name] (index_col_name,...)
        คำอธิบาย
        CREATE TABLE data1
        CREATE TABLE เป็นคำสั่งสร้าง table
       data1 เป็นชื่อ table ที่ต้องการสร้าง
       field1 เป็นชนิดของ column
       ตัวอย่าง
       mysql>CREATE TABLE  phonebook(
       -> name VARCHAR(25),
       -> email VARCHAR(30),
       -> phone INT,
       -> ID INT NOT NULL AUTO_INCREMENT,
       -> PRIMARY KEY(ID));
 



       เพิ่มข้อมูล
        รูปแบบคำสั่งการเพิ่มข้อมูลลงใน table
        INTER INTO  tablename (field1,field2,fieldn) VALUES ('field1', 'field2', 'field2');
        คำอธิบาย
        INTER INTO  tablename  ('field1', 'field2', 'fieldn');
        INTER INTO เป็นคำสั่งเพิ่มข้อมูลเข้าสู่ table
        tablename เป็นชื่อ table ที่ต้องการเพิ่มข้อมูล
        (field1,field2,fieldn) เป็นชื่อ field ที่ต้องการเพิ่มข้อมูล
        VALUES กลุ่มของข้อมูลที่ต้องการเพิ่ม
        ('field1', 'field2', 'fieldn') เป็นข้อมูลของแต่ละ field ที่ต้องการเพิ่ม
        field 1  เป็น field ที่ 1 ของข้อมูลที่ต้องการเพิ่ม (จากที่ได้ออกแบบ Table ไว้)
        field 2  เป็น field ที่ 2 ของข้อมูลที่ต้องการเพิ่ม
        field n  เป็น field ที่ n ของข้อมูลที่ต้องการเพิ่ม
       ตัวอย่าง
       mysql>INTER INTO phonebook  (name,email,phone) VALUES
       mysql>('ภาสกร เรืองรอง',
       mysql>'ccpasskn@hotmail.com'
       mysql>223102, NULL);
 


             อ่านข้อมูล
        รูปแบบคำสั่งสืบค้นข้อมูลโดยขอดูข้อมูลทั้งหมด table
        SELECT *  FROM  tablename;
        รูปแบบคำสั่งสืบค้นข้อมูลโดยขอดูข้อมูลบางส่วน(บาง field)ทั้งหมด table
        SELECT fieldname FROM  tablename;
        คำอธิบาย
        SELECT fieldname FROM  tablename;
        SELECT คำสั่งเลือกข้อมูล
        fieldname field ที่ต้องการ ถ้าต้องการทุก field ให้ใช้เครื่องหมาย "*"
        FROM     จาก table อะไร
        tablename table ที่ต้องการสืบค้น
       ตัวอย่าง
       mysql>SELECT * FROM  phonebook;
       mysql>SELECT name,email FROM  phonebook;
 



              แก้ไขข้อมูล
       รูปแบบคำสั่งการแก้ไขข้อมูล
       UPDATE tablename SET  fieldname='datanew' WHERE fieldname='dataold;
        คำอธิบาย
        UPDATE tablename SET  fieldname='datanew' WHEREfieldname='dataold';
        UPDATE เป็นคำสั่งแก้ไขข้อมูล
        tablename เป็นชื่อ table ที่ต้องการแก้ไขข้อมูลภายใน table
        fieldname='datanew' เป็นชื่อ field และข้อมูลใหม่ที่ต้องการแก้ไขข้อมูล
        WHERE คำสั่งค้นหาข้อมูล
        fieldname='dataold; เป็นชื่อ field และข้อมูลเก่าที่ต้องถูกแก้ไข
       ตัวอย่าง
       mysql>UPDATE phonebook SET  name='somjai' WHERE name='somsee';
 



               ลบข้อมูล
       รูปแบบคำสั่งการลบข้อมูล
       DELETE FROM tablename WHERE (fieldname='datadel');
        คำอธิบาย
        DELETE FROM tablename WHERE (fieldname='datadel');
        DELETE FROM เป็นคำสั่งลบข้อมูล
        tablename เป็นชื่อ table ที่ต้องการลบข้อมูลภายใน table
        WHERE คำสั่งค้นหาข้อมูล
        fieldname='datadel' เป็นชื่อ field และข้อมูลที่ต้องการลบ
       ตัวอย่าง
       mysql >DELETE FROM phonebook WHERE (name='somsee');

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ข้อสอบO-NET วิชาคอมพิวเตอร์ ปี 56


ข้อสอบ O-NET   วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี

  1. ซอฟต์แวร์ คือ
        
  ก. โปรแกรมชุดของคำสั่งที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์
          ข. อุปกรณ์เทคโนโลยีระดับสูง
          ค. โปรแกรมแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์
          ง. อุปกรณ์ที่ทำหน้าเสมือนสมองกล
  2. ข้อใดไม่ใช่ระบบปฏิบัติการ
          ก. ระบบปฏิบัติการดอส
         
ข. ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์เวิร์ด
          ค. ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์วินโดวส์
          ง. ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์
  3. ชนิดของซอฟต์แวร์ (software) มีทั้งหมดกี่ชนิด
          ก. มี 1 ชนิด 1.ซอฟต์แวร์ระบบ
          
ข. มี 2 ชนิด 1.ซอฟต์แวร์ระบบ 
          ค. มี 3 ชนิด 1.ซอฟต์แวร์ระบบ 
          ง. มี 4 ชนิด 1.ซอฟต์แวร์ระบบ 
  4. ซอฟต์แวร์ประมวลคำ คือข้อใด
          
ก. word processing software
          ข. spreadsheet software
          ค. database management software
          ง. presentation software
  5. ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน
          ก. word processing software
         
ข. spreadsheet software
          ค. database management software
          ง. presentation software
  6. ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล
          ก. word processing software
          ข. spreadsheet software
          
ค. database management software
          ง. presentation software
  7. ซอฟต์แวร์นำเสนอ
          ก. word processing software
          ข. spreadsheet software
          ค. database management software
          
ง. presentation software
  8. ซอฟต์แวร์สื่อสาร
          ก. word processing software
          ข. spreadsheet software
          ค. database management software
       
   ง. communication software
  9. ซอฟต์แวร์นำเสนอ คือข้อใด
          ก. Microsoft Excel
          ข. Microsoft Access
          ค. Microsoft Outlook
          
ง. Microsoft PowerPoint
  10. โปรแกรมวินโดวส์ เป็นซอฟต์แวร์ประเภทใด
         
ก. ซอฟต์แวร์ระบบ
         ข. ซอฟต์แวร์ประยุกต์
         ค. ซอฟต์แวร์สำเร็จ
         ง. ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นใช้งานเฉพาะ

                                                ที่มา : http://www.kruchiangrai.net





วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การส่งออกค่าจากฟังก์ชัน


การส่งออกค่าจากฟังก์ชัน

การส่งออกค่าจากฟังก์ชัน

การส่งค่าออกจากฟังก์ชันใช้คีย์เวิร์ด return เช่นเดียวกับการออกจากฟังก์ชันได้ ถ้าไม่มีการระบุส่งออกฟังก์ชันจะส่งค่า NULL
                     
ตัวอย่าง ฟังก์ชัน get_larger () สาธิตการส่งออกค่า
<?
function get_larger($x=NULL, $y=NULL)
{
if (!isset($x) || !isset($y))
    return " ไม่มีการส่งค่า" ;
if ($x > $y)
    return $x;
else if ($x < $y)
    return $y;
else
    return " ค่าเท่ากัน" ;
}
$sends = array();
$sends[0] = array('x' =>5);
$sends[1] = array('x' =>9, 'y'=>3);
$sends[2] = array('x' =>5, 'y'=>8);
$sends[3] = array('x' =>4, 'y'=>4);
foreach ($sends as $send)
{
echo "x = ".$send['x']." y = ".$send['y']." : ค่า - > "
.get_larger($send['x'], $send['y']);
echo "<br/>\n";
}
?>
ผลลัพธ์
x = 5 y = : ค่า - > ไม่มีการส่งค่า
x = 9 y = 3 : ค่า - > 9
x = 5 y = 8 : ค่า - > 8
x = 4 y = 4 : ค่า - > ค่าเท่ากัน
ฟังก์ชันที่ทำงานอาจเดียว แต่ไม่จำเป็นต้องส่งออกค่า มักจะส่งออก TRUE หรือ FALSE เพื่อระบุความสำเร็จหรือล้มเหลว ค่าTRUE หรือ FALSE สามารถได้รับการแสดงแทนด้วย 1 หรือ 0

Scope


Scope

Scope
เมื่อต้องการใช้ตัวแปรภายในไฟล์ที่รวม ต้องมีการประกาศตัวแปรเหล่านั้นก่อนประโยคคำสั่ง require () หรือ include () แต่เมื่อใช้ฟังก์ชันจะเป็นการส่งผ่านตัวแปรเชิงประจักษ์เหล่านั้นไปยังฟังก์ชัน บางส่วนเป็นเพราะไม่มีกลไกส่งผ่านตัวแปรเชิงประจักษ์ไปยังไฟล์ที่รวม และบางส่วนเป็นเพราะ scope ของตัวแปรของฟังก์ชันแตกต่างกัน

การควบคุม scope ของตัวแปรเป็นการทำให้ตัวแปรมองเห็นได้ ใน PHP มีกฎตั้งค่า scope ดังนี้
-การประกาศตัวแปรภายในฟังก์ชันอยู่ใน scope จากประโยคคำสั่งซึ่งตัวแปรให้รับการประกาศภายในวงเล็บปีกกา สิ่งนี้เรียกว่า function scope ตัวแปรเรียกว่าlocal variable
-การประกาศตัวแปรภายนอกฟังก์ชันอยู่ใน scope จากประโยคคำสั่งซึ่งตัวแปรได้รับการประกาศที่สิ้นสุดแต่ไม่ใช้ภายในฟังก์ชัน สิ่งนี้เรียกว่า global scope ตัวแปรเรียกว่า global variable
-การใช้ประโยคคำสั่ง require () และ include () ไม่มีผลกับ scope ถ้าประโยคคำสั่งได้รับการใช้ภายในฟังก์ชัน ประยุกต์ด้วย function scope ถ้าไม่ได้อยู่ภายในฟังก์ชัน ประยุกต์ด้วย global scope
-คีย์เวิร์ด global สามารถระบุได้เองเพื่อกำหนดหรือใช้ตัวแปรภายในฟังก์ชันให้มี scope เป็น global
-ตัวแปร สามารถลบโดยการเรียก unset ($variable_name) และตัวแปรที่unset จะไม่มี scope

-ตัวแปรระดับ superglobal สามารถเข้าถึงได้ทุกส่วนในสคริปต์

การส่งผ่าน



การส่งผ่าน

การส่งผ่าน
การส่งผ่านโดยค่า(By Value)
ตามปกติการส่งผ่านพารามิเตอร์ไปยังฟังก์ชันเป็นการส่งผ่านค่า การเปลี่ยนแปลงจะจำกัดภายในเฉพาะภายในฟังก์ชัน
ตัวอย่างฟังก์ชัน new_value () ที่ยอมให้เพิ่มค่า อาจจะเขียนคำสั่งดังนี้
<?php
function new_value($value, $increment= 1)
{
$value = $value + $increment;
}
$value = 10 ;
new_value($value);
echo "$value<br/>\n";
?>
คำสั่งนี้ใช้ไม่ได้ ผลลัพธ์จะเป็น "10" ค่าใหม่ของ $value ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
สิ่งนี้เป็นเพราะกฎ scope คำสั่งนี้สร้างตัวแปรเรียกว่า $value เป็น 10 เมื่อเรียกฟังก์ชัน new_value () ตัวแปร $value ในฟังก์ชันได้รับการสร้างเมื่อเรียกฟังก์ชัน ค่า1 ได้รับการเพิ่มให้กับตัวแปร ดังนั้นค่าของ $value คือ 11 ภายในฟังก์ชัน จนกระทั่งสิ้นสุดฟังก์ชัน แล้วกลับไปยังคำสั่งที่เรียกภายในคำสั่งนี้ ตัวแปร $value เป็นอีกตัวแปร global scope และไม่มีการเปลี่ยนแปลง

การส่งผ่านโดยการอ้างอิง (By Reference)
ตามตัวอย่างฟังก์ชัน new_value ถ้าต้องการให้ฟังก์ชันเปลี่ยนแปลงค่าได้ มีวิธีหนึ่งในการแก้ไขคือ ประกาศ $value ในฟังก์ชันเป็น global แต่หมายความว่าในการใช้ฟังก์ชันนี้ ตัวแปรที่ต้องการเพิ่มค่าต้องตั้งชื่อเป็น $value แต่มีวิธีดีกว่าคือ ใช้การส่งผ่านโดยการอ้างอิง
การอ้างอิงไปตัวแปรต้นทางแทนที่มีค่าของตัวเอง การปรับปรุงไปยังการอ้างอิงจะมีผลกับตัวแปรต้นทางด้วย
การระบุพารามิเตอร์ที่ใช้การส่งผ่านโดยการอ้างอิงให้วาง ampersand (&) หน้าชื่อพารามิเตอร์ในข้อกำหนดฟังก์ชัน
ตัวอย่าง new_value () ได้รับปรับปรุงให้มี 1 พารามิเตอร์ส่งผ่านโดยการอ้างอิงและทำงานได้อย่างถูกต้อง
<?php
function new_value(&$value, $increment=1)
{
$value = $value + $increment;
}
?>
คำสั่งทดสอบฟังก์ชัน ให้พิมพ์ 10 ก่อนการเรียก increment () และ 11 ภายหลัง

ในการส่งค่าโดยการอ้างอิงต้องส่งเป็นตัวแปรไม่สามารถกำหนดค่าคงที่โดยตรง

การเรียกฟังก์ชัน


การเรียกฟังก์ชัน

การเรียกฟังก์ชัน
เมื่อฟังก์ชันได้รับการประกาศหรือสร้างขึ้นแล้ว การเรียกฟังก์ชันสามารถเรียกมาจากที่ใดๆ ภายในสคริปต์ หรือ จากไฟล์ที่มีการรวมด้วยประโยคคำสั่ง include() หรือrequire()
ตัวอย่าง ฟังก์ชัน show_message() เก็บอยู่ในไฟล์ fn_ 03 _keeper.php ส่วนผู้เรียกอยู่ในสคริปต์ fn_ 03 _caller.php
<?php
include("fn_ 03 _keeper.php");
show_message();

?>

การตั้งชื่อฟังก์ชัน


การตั้งชื่อฟังก์ชัน

การตั้งชื่อฟังก์ชัน
สิ่งสำคัญมากในการพิจารณาเมื่อตั้งชื่อฟังก์ชันคือชื่อต้องสั้นแต่มีความหมาย ถ้าฟังก์ชันสร้างส่วนตัวของเพจควรตั้งชื่อเป็นpageheader () หรือ page_header ()
ข้อจำกัดในการตั้งชื่อคือ
1.ฟังก์ชันไม่สามารถมีชื่อเดียวกับฟังก์ชันที่มีอยู่
2.ชื่อฟังก์ชันสามารถมีได้เพียงตัวอักษรตัวเลข และ underscore
3.ชื่อฟังก์ชันไม่สามารถเริ่มต้นด้วยตัวเลข
หลายภาษายอมให้ใช้ชื่อฟังก์ชันได้อีก ส่วนการทำงานนี้เรียกว่า function overload อย่างไรก็ตาม PHP ไม่สนับสนุน function overload ดังนั้นฟังก์ชันไม่สามารถมีชื่อเดียวกันกับฟังก์ชันภายใน หรือฟังก์ชันกำหนดเองที่มีอยู่
หมายเหตุ!!! ถึงแม้ว่าทุกสคริปต์ PHP รู้จักฟังก์ชันภายในทั้งหมด ฟังก์ชันกำหนดเองอยู่เฉพาะในสคริปต์ที่ประกาศสิ่งนี้หมายความว่า ชื่อฟังก์ชันสามารถใช้ในคนละไฟล์แต่อาจจะไปสู่ความสับสน และควรหลีกเลียง

ชื่อฟังก์ชันต่อไปนี้ถูกต้อง
name ()
name2 ()
name_three ()
_namefour ()

ชื่อฟังก์ชันต่อไปนี้ที่ไม่ถูกต้อง
5name ()
Name-six ()
fopen ()
การเรียกฟังก์ชันไม่มีผลจากชนิดตัวพิมพ์ ดังนั้นการเรียก function_name (), Function_Name() หรือ FUNCTION_NAME()สามารถทำได้และมีผลลัพธ์เหมือนกัน แต่แบบแผนการกำหนดชื่อฟังก์ชันใน PHP ให้ใช้ตัวพิมพ์เล็ก


ชื่อฟังก์ชันแตกต่างจากชื่อตัวแปร โดยชื่อตัวแปรเป็นชนิดตัวพิมพ์มีผล ดังนั้น$Name และ $name เป็น ตัวแปร แต่ Name ()และ name () เป็นฟังก์ชันเดียวกัน

การกำหนดฟังก์ชันและการเรียกฟังก์ชัน


การกำหนดฟังก์ชันและการเรียกฟังก์ชัน

การกำหนดฟังก์ชันและการเรียกฟังก์ชัน
การประกาศฟังก์ชันเริ่มต้นด้วยคีย์เวิร์ด function กำหนดชื่อฟังก์ชัน พารามิเตอร์ที่ต้องการ และเก็บคำสั่งที่จะประมวลผลแต่ละครั้งเมื่อเรียกฟังก์ชันนี้
<?php
function function_name(parameter1,…)
{
ชุดคำสั่ง 
}
?>
ชุดคำสั่งต้องเริ่มต้นและสิ้นสุดในวงเล็บปีกกา ({ }) ตัวอย่างฟังก์ชันmy_function
<?php
function my_function()
{
$mystring =<<<BODYSTRING
my function ได้รับการเรียก
BODYSTRING;
echo $mystring;
}
?>
การประกาศฟังก์ชันนี้ เริ่มต้นด้วย function ดังนั้นผู้อ่านและตัวกระจาย PHPทราบว่าต่อไปเป็นฟังก์ชันกำหนดเอง ชื่อฟังก์ชันคือ my_function การเรียกฟังก์ชันนี้ใช้ประโยคคำสั่งนี้
my_function ();

การเรียกฟังก์ชันนี้จะให้ผลลัพธ์เป็นข้อความ "my function ได้รับการเรียก " บน browser

ฟังก์ชันใน PHP คือ????


ฟังก์ชันใน PHP คือ????

ฟังก์ชันใน PHP คือ????
        ฟังก์ชันในโปรแกรมส่วนใหญ่ได้รับการเรียกคำสั่งเพื่อทำงานอย่างเดียว สิ่งนี้ทำให้คำสั่งอ่านได้ง่ายและยอมให้ใช้คำสั่งใหม่แต่ละครั้งเมื่อต้องการทำงานเดียวกัน

        ฟังก์ชันเป็นโมดูลเก็บคำสั่งที่กำหนดการเรียกอินเตอร์เฟซ ทำงานเดียวกัน และตัวเลือกส่งออกค่าจากการเรียกฟังก์ชัน คำสั่งต่อไปเป็นการเรียกฟังก์ชันอย่างง่าย  my_function ();


         คำสั่งเรียกฟังก์ชันชื่อ my_function ที่ไม่ต้องการพารามิเตอร์ และไม่สนใจค่าที่อาจจะส่งออกโดยฟังก์ชันนี้

ประโยชน์ของ PHP

ประโยชน์ของ PHP


ประโยชน์ของ PHP


      ในปัจจุบัน Web Site ต่างๆ ได้มีการพัฒนาในด้านต่างๆ อย่างรวดเร็ว เช่น เรื่องของความสวยงามและแปลกใหม่ การบริการข่าวสารข้อมูลที่ทันสมัย เป็นสื่อกลางในการติดต่อ และสิ่งหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยม เป็นอย่างมากซึ่ง ถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติรูปแบบการขายของก็คือ E-commerce ซึ่งเจ้าของสินค้าต่างๆ ไม่จำเป็นต้องมีร้านค้าจริงและไม่จำเป็นต้องจ้างคนขายของอีกต่อไป ร้านค้าและตัวสินค้านั้น จะไปปรากฏอยู่บน Web Site แทน และการซื้อขายก็เกิดขึ้นบนโลกของ Internet แล้วPHP ช่วยเราให้เป็นเจ้าของร้านบน Internetได้อย่างไร PHP เป็นภาษาสคริปต์ที่มีความสามารถสูง สำหรับการพัฒนา Web Site และความสามารถที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งของ PHP คือ database enabled web page ทำให้เอกสารของ HTMLสามารถที่จะเชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูล (database) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว จึงทำให้ความต้องการในเรื่องการจัดรายการสินค้าและรับรายการสั่งของตลอดจนการจัดเก็บ ข้อมูลต่างๆ ที่สำคัญผ่านทาง Internet เป็นไปได้อย่างง่ายดาย

       รายการระบบฐานข้อมูลที่ PHP สามารถเชื่อมต่อได้ คือ Oracle, Sybase, mSQL, MySQL, SOLID, ODBC, PostgreSQL, Adabas D, FilePro, Velocis, Informix, dbase, Unix dbm


ประวัติความเป็นมาของ PHP


ประวัติความเป็นมาของ PHP

ประวัติความเป็นมาของ PHP
         PHP ถือกำเนิดในปี 1994 เดิมทีเป็นเพียงโปรแกรมเล็กๆ ที่นายRasmus Lerdorfนำมาใช้งานสำหรับทำ เว็บเพจ resume ของเขา โดยตอนแรกใช้ภาษา Perl แต่กลับพบว่ามันทำงานค่อนข้างช้า จึงได้ลงมือเขียนขึ้นใหม่เองด้วยไวยากรณ์ภาษา และให้ชื่อว่า "Personal Home Page Tools" ขณะเดียวกันก็ได้พัฒนาส่วนติดต่อกับฐานข้อมูลที่เรียกว่าForm Intepreter (FI) เมื่อเขามีของดีอยู่กับตัวใครๆที่มาเยี่ยมเว็บไซต์ของเขาต่างก็ขอสำเนาโปรแกรมดังกล่าว เพื่อเอากลับไปใช้งานเองบ้าง จนมีคนรู้จักกันดี นี่อาจจะนับเป็นPHP รุ่นที่ 1 ก็น่าจะได้ หลังจากใช้งานไประยะหนึ่งผู้ใช้ก็ร้องขอ นาย Rasmus Lerdorf ให้ขยายความสามารถของโปรแกรมให้มากขึ้น จนใกล้เคียงกับการใช้ CGI (Commom Gateway Interface)ใน Web Server กลายเป็น PHP/FI รุ่นที่ 2

     
ประวัติความเป็นมาของ PHP  เมื่อ PHP เป็นที่นิยมของชนหมู่มาก นาย Rasmus Lerdorf คนเดียวก็ดูเหมือนจะพัฒนาคนเดียวไม่ไหว โชคดีที่ได้ผู้ร่วมงานที่ก้าวเข้ามา ช่วยปรับปรุง เปลี่ยนแปลงกันแบบขนานใหญ่ คือ นาย Zeev Suraski กับ Andi Gutmans ชาวอิสราเอลที่ Lerdorf ถึงกับเอ่ยปากชมว่าเป็นสุดยอดจริงๆ ทั้งสองคนเอา PHP ของLerdorf มาเขียนใหม่หมดเลยด้วยC++ และได้อีกสามหนุ่มคือ Stig Bakken,Shane Caraveo และJim Winstrad มาเป็นทีมงานที่สร้าง PHP3 โดยนาย Stig Bakkenรับผิดชอบเกี่ยวกับความสามารถในการสนับสนุนOracle, Shane Caraveo ดูแลPHP บน Windows 9x/NT และ Jim Winstrad คอยตรวจสอบข้อบกพร่องต่างๆอีกครั้ง


       ตอนนี้ Zeev Suraski กับ Andi Gutmans ปัจจุบันร่วมกันพัฒนาต่อเป็น PHP4โดยตั้งชื่อว่า Zend ซึ่งเป้าหมายคือชิงความเป็นเลิศเหนือ ASP โดยที่Zend จะเป็นcomplie script เลย ไม่ใช่ embed script interprete ซึ่งจะทำให้ runได้เร็วกว่า จะเหมือนกับ concept ของ advance ASP ที่ใช้ VB6 สร้างคือทำเป็น dllให้หมด ตอนนี้Zend ได้แจก beta ให้ tester ของเขาแล้ว แต่บอกว่า it would obviously be free for use and open source และดูเหมือนจะ support activex

ความสามารถของ PHP


ความสามารถของ PHP

ความสามารถของ PHP

ความสามารถของ PHP นั้น สามารถที่จะทำงานเกี่ยวกับ Dynamic Web ได้ทุกรูปแบบ เหมือนกับ CGI หรือ ASP ไม่ว่าจะเป็นการดูแลจัดการระบบฐานข้อมูล ระบบรักษาความปลอดภัยของเว็บเพจ การรับ - ส่ง Cookies เป็นต้น
      แต่ที่เป็นคุณสมบัติเด่นของ PHP ก็น่าจะเป็นการติดต่อกับโปรแกรมจัดการระบบฐานข้อมูล ที่มีอยู่มากมาย ซึ่งฐานข้อมูลที่ PHP สนับสนุนมีดังนี้

Adabas D        InterBase Solid         Microsoft Access
dBase             mSQL                     Sybase
Empress          MySQL                   Velocis
FilePro            Oracle                    Unix dbm

Informix          PostgreSQL              SQL Server

PHP คืออะไร???


PHP คืออะไร???

PHP คืออะไร?

      
        ภาษาพีเอชพี ในชื่อภาษาอังกฤษว่า PHP ซึ่งใช้เป็นคำย่อแบบกล่าวซ้ำ จากคำว่า PHP Hypertext Preprocessor หรือชื่อเดิม Personal Home Page

      พีเอชพี (PHP) คือ ภาษาคอมพิวเตอร์ในลักษณะเซิร์ฟเวอร์-ไซด์ สคริปต์ โดยลิขสิทธิ์อยู่ในลักษณะโอเพนซอร์ส ภาษาพีเอชพีใช้สำหรับจัดทำเว็บไซต์ และแสดงผลออกมาในรูปแบบ HTML โดยมีรากฐานโครงสร้างคำสั่งมาจากภาษา ภาษาซี ภาษาจาวา และ ภาษาเพิร์ล ซึ่ง ภาษาพีเอชพี นั้นง่ายต่อการเรียนรู้ ซึ่งเป้าหมายหลักของภาษานี้ คือให้นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถเขียน เว็บเพจ ที่มีความตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว

      พีเอชพีรุ่นล่าสุด คือ PHP 5.4.0 ส่วนรุ่นพัฒนาคือ PHP 6.0.0-dev

      PHP เป็น Server Side Script ที่มีการทำงานที่ฝั่งของเครื่องคอมพิวเตอร์ Server ซึ่งรูปแบบในการเขียนคำสั่งการทำงานนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับภาษา Perl หรือภาษา และสามารถที่จะใช้ร่วมกับภาษา HTML ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้รูปแบบเว็บเพจมีความสามารถเพิ่มขึ้นในด้านของการเขียนโปรแกรม ในการสร้างเว็บจะใช้ Script อยู่ แบบด้วยกันคือ
       - Server-Side Script เป็นลักษณะของภาษาที่ทำงานบนเครื่อง Server เช่น CGI, ASP
       - Client-Side Script เป็นลักษณะของภาษาที่ทำงานบนเครื่องผู้ใช้เช่น JavaScript, VBScript